เนชั่นสุดสัปดาห์ เสื้อแดงกดดัน เพื่อไทย ขึงสัตยาบัน ขี่ 'สีน้ำเงิน' ?

เป็นที่น่าจับตา นับจากนี้ไป“พรรคเพื่อไทย” จะยังเป็นพรรคที่ครองใจมวลชนคนเสื้อแดงได้อยู่หรือไม่ หลังจากค่ายแดงอยู่ในสภาพตกต่ำ เลือกตั้ง 69 ได้ สส.ต่ำร้อย เหลือเพียง 74 เสียงเท่านั้น





ที่สำคัญยังพ่ายยับ เสียแชมป์ สส.ภาคอีสานและภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคมาโดยตลอด นับแต่พรรคไทยรักไทย ลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2544

เลือกตั้งทั่วไปปี 2566 เป็นจุดเดือดของมวลชนคนเสื้อแดงหัวก้าวหน้า หรือ “แดง” แก้ไข ม.112 แตกหัก และอกหักชอกช้ำกับพรรคเพื่อไทยหลังไปจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคลุง และพรรคสีน้ำเงิน โดยทิ้งพรรคก้าวไกลให้ไปเป็นฝ่ายค้าน จนเกิดวลีที่เป็นจุดบอดกับค่ายแดง และฟื้นแต้มนิยมไม่ขึ้น คือ มี "ดีลลับพานายกลับบ้าน" กับ “ตระบัดสัตย์จับมือลุง”

หากดูฐานเสียงพรรคเพื่อไทย จากการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 14 พ.ค. 2566 พบว่ามีจำนวน 9 ล้านเสียง ที่ลงคะแนนให้กับ สส.แบ่งเขต และมี 10 กว่าล้านเสียง ลงคะแนนให้กับ สส.บัญชีรายชื่อ สามารถกวาด สส.เข้าป้ายที่ 2 ได้ 141 สส. แม้จะแพ้เลือกตั้งครั้งแรก

ขณะที่ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ 8 ก.พ.2569 คะแนนพรรคเพื่อไทยลดวูบ เหลือ 5.7 ล้านเสียง ที่ยังเหนียวแน่น ลงคะแนนในบัตร เลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงเพื่อไทย ลดน้อยถอยลงไปถึงครึ่งหนึ่ง จาก 10 กว่าล้านเหลือเพียง 5 ล้านเสียง

พรรคเพื่อไทยประสบปัญหาเรื่องการรักษาฐานมวลชนคนเสื้อแดง ในช่วงหลังปี 2566 แม้จะมีภาพ“ทักษิณ ชินวัตร“ ที่พยายามนำพรรค อยู่หน้าฉากทางการเมืองในหลายเวทีที่มีการลงพื้นที่ในเวทีปราศรัยเลือกตั้งท้องถิ่น หรือแม้แต่ลงพื้นที่ในวาระสำคัญ ระหว่างมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แต่เมื่อแบรนด์"ทักษิณ"เสื่อมมนต์ขลัง และยังถูกคุมขังในเรือนจำ จึงทำให้พรรคเพื่อไทยยิ่งอ่อนกำลังลง ขณะที่ทายาทสายตรงอย่าง"แพทองธาร ชินวัตร"ก็ประสบปัญหาเรตติ้งร่วง จากคลิปอังเคิล

เพื่อไทยจึงต้องเปลี่ยนเกมใหม่ ดัน"ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" ออกมานำพรรค ภายใต้บทบาท"แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย" เบอร์ 1

ล่าสุด มวลชนคนเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียงเหนียวแน่น จาก จ.สิงห์บุรี ได้รวมตัวเข้ายื่นแถลงการณ์ผ่าน “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เมื่อ 19 ก.พ. 2569 โดยเสนอ 3 เงื่อนไข เรียกร้องไปยังคีย์แมน “ค่ายแดง“ ให้ผลักดันข้อเสนอ ไปยังพรรคภูมิใจไทย ด้วยการลงนามสัตยาบัน หรือเอ็มโอยูก่อนจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

1.พรรคเพื่อไทยควรเชิญชวนให้มีการลงสัตยาบันกับพรรคภูมิใจไทย และพรรครัฐบาลอื่น ๆ หลังจากที่มีการประกาศผลเรียบร้อยแล้ว การแสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นของประชาชนโดยแท้จริง ไม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน

2.พรรคเพื่อไทย ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ตามที่ผู้สนับสนุนคาดหวังไว้ในการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุดตามนโยบายเรือธงของพรรค คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ การสานต่อโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, การล้างหนี้วัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกร ผลักดันราคาพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ

3.พรรคเพื่อไทยต้องเป็นพรรคการเมืองต้นแบบในรัฐบาลใหม่นี้ ที่ทำการเมืองให้เกิดความโปร่งใส ลดการทุจริต ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างเคร่งครัด ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกันไม่เลือกปฏิบัติ กรณีเขากระโดง และไขข้อข้องใจให้กับประชาชนเป็นที่พึ่งที่หวังในการหาทางออกให้กับสังคมไทย

เงื่อนไขดังกล่าว ว่ากันกันว่า ขงเบ้งและคีย์แมนห้องเครื่องพรรคเพื่อไทย ในปีกแกนนำคนเสื้อแดง ไม่รู้สถานการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีแฟนคลับของพรรค มายื่นข้อเสนอดังกล่าว หลังจากที่เพื่อไทยได้ตอบรับร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

“เรื่องนี้ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย และอดีตแกนนำ นปช.ไม่ได้รับรู้ และไม่ได้เป็นคนจัดตั้งให้มวลชนเสื้อแดงมายื่นข้อเรียกร้องกับพรรคเพื่อไทย การยื่นลักษณะนี้ แน่นอนว่าอาจมีปัญหากับแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้ เพราะโดยปกติตามมารยาทการจัดตั้งรัฐบาลผสม จะไม่มีการลงนามเอ็มโอยูกัน เพราะหากสุดท้ายไปด้วยกันไม่ได้ เอ็มโอยูที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีผลในทางการเมือง” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุ

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้วางยุทธศาสตร์ แก้เกมดังกล่าว เพราะเป็นข้อเสนอที่มวลชนที่รักพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ แต่คาดว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ ต้องการสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่ “เค สามยิ้มส์” ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียล่าสุดว่า พรรคแดงน่ากลัวที่สุด ในบรรดาทุกสี

ในทางการเมืองเป็นที่รับรู้ว่า สัตยาบันดังกล่าว พรรคภูมิใจไทย คงไม่ตอบรับเพื่อมามัดคอตัวเอง แม้มวลชนคนเสื้อแดงบางส่วนจะพยายามสื่อสารให้ “เพื่อไทย” อย่าตกอยู่ภายใต้เบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคสีน้ำเงิน

ฉะนั้นการวางบทบาทของพรรคเพื่อไทย เพื่อฟื้นแต้มนิยมที่ตกต่ำลงหลังการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องขยับขับเคลื่อนต่อไป ผ่านการร่วมรัฐบาล ผ่านการสร้างผลงานด้วยนโยบายเรือธง

แน่นอนว่า สภาพของการเมืองไทย ภายใต้บริบทที่พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเด็ดขาดเกือบแตะ 200 เสียง เหนือกว่าพรรคเพื่อไทย และมี สว.สีน้ำเงินอีกไม่ต่ำ 130 เสียง เบ็ดเสร็จทั้งสองสภา ฉะนั้นการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้พรรคสีน้ำเงินเพลี่ยงพล้ำ คงทำได้ยาก

การรักษาฐานเสียงมวลชนเสื้อแดงไม่ให้สลายหายไปอีก จึงเป็นโจทย์บังคับที่คีย์แมนพรรค และแคนดิเดตนายกฯ“ยศชนัน” ต้องแก้ปัญหากันต่อไป แม้โอกาสกลับมายืนหนึ่งในสนามเลือกตั้งรอบหน้าจะเป็นเรื่องยาก


https://www.facebook.com/share/p/1FnpZNtM7L/?mibextid=ZbWKwL

#เพื่อไทย #เสื้อแดง #ภูมิใจไทย #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด #รัฐบาล
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่